วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เนวินประธานงานวันพ่อทุ่มงบ 500 ล้านเนรมิตอลังการ ลั่นจงรักภักดีระดับโลกลงกินเนสส์บุ๊ค

วันอาทิตย์, ธันวาคม 05, 2010

เนวินประธานงานวันพ่อทุ่มงบ 500ล้านเนรมิตอลังการ ลั่นจงรักภักดีระดับโลกลงกินเนสส์บุ๊ค


ตรวจความพร้อม-นาย เนวิน ชิดชอบ ประธานคณะทำงานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 ตรวจสอบความพร้อมสุดท้าย ก่อนเปิดการแสดงแสงสีเสียงอลังการ เริ่มตั้งแต่17.30น.วันนี้ ตั้งเป้าเป็นการแสดงความจงรักภักดีลงกินเนสส์บุ๊คค่ำวันนี้ โดยครม.อนุม้ติงบประมาณจากภาษีประชาชนเพื่อการนี้ 500 ล้านบาท สำหรับกิจกรรมปีนี้และวันพ่อปีหน้า (ภาพ:ไทยรัฐออนไลน์)




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 ธันวาคม 2553

เวบไซต์ประชาทรรศน์ กระบอกเสียงของนายเนวิน ชิดชอบ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2553 รายงานว่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การแสดงหรือเวทีม่านน้ำซึ่งจะเป็นเวทีขนาดใหญ่พิเศษกว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 83 พรรษา มีความพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว

โดย เวทีหันหน้าเข้าสู่โรงพยาบาลศิริราช และสามารถบรรจุผู้ร่วมการแสดงบนเวทีได้ไม่น้อยกว่า 400 คน ด้วยความปลอดภัยล้านเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากถูกทำมาให้รับน้ำหนักได้กว่า 2 พันตัน ขณะที่การแสดงก็จะไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน และจะเป็นครั้งแรกที่ศิลปินแห่งชาติมาร่วมกันพร้อมหน้าบนเวทีแห่งนี้ เพื่อร่วมกันแหล่เพลงเฉลิมพระเกียรติ

นอกจากจะมีการฉายภาพยนต์เฉลิม พระเกียรติ ขบวนเรือไฟ และการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติแล้ว ยังมีการฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ 4 มิติ บนตัวตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตึกโรงพยาบาลศิริราช และจะมีการแสดงแสง สี และการจุดพลุ 999 ดอก ปล่อยโคมลอยจำนวน 10,000 ดวง บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าเพื่อให้ประชาชนได้ดูถึงความสวยงามกันอีกด้วย


นาย เนวิน ชิดชอบ ประธานคณะจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวย้ำ ถึงความพร้อมในการจัดงานเฉลิมพระเกียรติที่มีมากกว่า 90% แล้ว หลังมีการซักซ้อมเวทีและระบบแสง สี ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา พร้อมยืนยันถึงความยิ่งใหญ่อลังการ และเล่าถึงแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นจากการจัดงานเฉลิมพระเกียรติในปีที่ผ่านมา ที่ทุกคนล้วนอยากเปล่งเสียงถวายพระพรไปยังพระเจ้าอยู่หัว ปีนี้จึงได้เกิดแนวคิดการไปจัดง่นอย่างใกล้ชิกที่ประทับ

ส่วนการตรวจ ความพร้อมท่าเรือ 14 ท่า ที่จัดให้ประชาชนที่ต้องการร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ลงเรือที่แต่ละจังหวัดทั่วประเทศ จะมามากถึง 700 ลำในวันที่ 5ธันวาคมนี้ ทั้งนี้เส้นทางการเดินเรือที่จะให้ประชาชนร่วมลงเรือถวายพระพรจะเริ่ม ตั้งแต่ท่าเรือสะพานพุทธไปจนถึงท่าเรือสะพานพระราม 8

นายเนวิน กล่าวอีกว่า จากการสำรวจพื้นที่ท่าเรือพื้นที่ริมน้ำบางจุด ที่อาจจะต้องติดต่อขอสถานที่เพิ่มเติมเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมจุดเทียนถวาย พระพรชัยมงคล นอกหนือจากการลงเรือ เพราะคาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมจำนวนมากเกินกว่าที่เรือ และท่าเรือจะรองรับน้ำหนักได้

นอกจากนี้จะมีการปิดการเดินเรือใหญ่ตั้งแต่เวลา 12.00 น.ส่วนเรือข้ามฟากจะปิดการเดินเรือเวลา 15.30 น.เพื่อให้เรือเล็กเข้าประจำจุด

สำหรับเรือประดับไฟเฉลิมพระเกียรติ 32 ลำ จะอยู่บริเวณสะพานพระปิ่นไปจนถึงท่าช้าง เพื่อให้ประชาชนสองฝั่งเจ้าพระยาได้ชม

'ไฮไลต์ ของงานนั้นจะมีการฉายภาพพระบรมฉายาลักษณ์ 4 มิติ บนตัวตึกคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตึกโรงพยาบาลศิริราช และจะมีการแสดงแสง สี และการจุดพลุ 999 ดอก ปล่อยโคมลอยจำนวน 10,000 ดวง บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้า'ประธานคณะทำงานฯ กล่าว

นายเนวินกล่าวอีกว่า ในวันที่ 2-3 ธ.ค.นี้จะมีการซ้อมใหญ่ขบวนเรือเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว บริเวณกลางลำน้ำเจ้าพระยา ด้านหน้าท่าน้ำศิริราช เพื่อให้งานพิธีจริงในวันที่ 5 ธ.ค. ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ซึ่งในวันที่ 5 ธ.ค. จะมีการถ่ายทอดสดงานครั้งนี้ ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยไปทั่วประเทศ

ซึ่งการแสดงทั้งหมดกลางลำน้ำเจ้าพระยา จะได้พบกับขบวนเรือใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขบวนประชาชนที่ถวายพระพรมากที่สุดในโลก การแสดง แสง สี เสียง ที่ตื่นตาตื่นใจที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และเชื่อว่าการร่วมถวายความจงรักภักดีครั้งนี้จะปรากฏในกินเนสส์บุ๊ก เพราะเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการมาถวายพระพรพระเจ้าแผ่นดินทางน้ำมากที่สุดใน โลก

ครม.อนุมัติงบ500ล้าน จัดงาน7รอบ5ธันวาฯ54 เน้นจัดให้สมพระเกียรติ! ประหยัดและค.เหมาะสม

ครม.อนุ มติงบฯ 500 ล้านบาทให้รัฐบาลจัดงาน "เฉลิมพระเกียรติในหลวง" ครบ 7 รอบ 5 ธันวาฯ 54 เน้นใช้จ่ายให้ "สมพระเกียรติ-ประหยัด-เหมาะสม" เผยมีตั้ง 10 คณะกรรมการฯฝ่ายต่างๆ มาทำงาน

ก่อนหน้านี้เวบไซต์ ไทยอินไซเดอร์ รายงาน ว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2553 ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติในหลักการ ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2553-2554 จำนวน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน จัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 โดยแบ่งงบประมาณเป็น 2 ปี ได้แก่งบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ 2553 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น จำนวน 200 ล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 งบกลางรายการค่าใช้จ่ายจัดงานเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554 จำนวน 300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ครม.ได้กำชับเรื่องการใช้งบประมาณให้คำนึงถึงความสมพระเกียรติ ประหยัดและเหมาะสม โดยคณะกรรมการฝ่ายกลั่นกรองการใช้งบประมาณนั้นมีหน้าที่พิจารณารายละเอียด ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานดังกล่าว


--




วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหาร

แปลไทย>>อังกฤษ ::การละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหาร
Today, 11:14 AM
Post: #1
แปลไทย>>อังกฤษ ::การละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหาร
ผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหารดื่มน้ำยาปรับผ้านุ่มหวังฆ่าตัวตาย-ก่อนหามส่งไอซียู
This accused red-shirt individual at Mookdaharn drank the liquid fabric softener with an intention to commit suicide – before being sent to the ICU.

ที่มา http://www.prachatai3.info/journal/2010/11/32062












25 พ.ย. 53 เวลาประมาณ 15.20 น. เจ้าหน้าที่จากเรือนจำจังหวัดมุกดาหาร ได้นำ นายวินัย ปิ่นศิลปชัย ผู้ต้องขังวัย 30 ปี ส่งโรงพยาบาลจังหวัดมุกดาหารในสภาพไม่ได้สติ โดยผู้ต้องขังรายนี้เป็น 1 ใน 20 ผู้ต้องหาคดีบุกรุกสถานที่ราชการและร่วมกันวางเพลิงเผาสถานที่ราชการ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 พ.ค.53 จากกรณีการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ( นปช.) ที่ศาลากลาง จ.มุกดาหาร
November 25, 2010, at approximately 3:20 p.m., the officers from Mookdaharn's provincial prison sent Mr. Winai Pinsilapachia, 30, who was unconscious to the Mookdaharn's provincial hospital. This prisoner is one of the 20 individuals who were charged with intrusions and collaborations to arson to the government offices on May 19, 2010 on the case against the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD) at the Mookdaharn Provincial Governor's Office.

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าล่าสุดในช่วงค่ำว่า อาการของผู้ต้องขังรายนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว แพทย์ให้ย้ายออกมาพักฟื้นที่ห้องปกติ ลูกและภรรยาสามารถเยี่ยมได้ โดยผู้ต้องขังถูกล่ามตรวนไว้กับเตียงคนไข้
The reporter recently informed in the evening that, the prisoner's condition had been improved and passed the critical point. The doctor authorized the transfer to the recovery room. The wife and children could pay a visit with the condition that the prisoner had to be chained to the patient's bed.

ด้านภรรยาของผู้ต้องขังรายดังกล่าว ให้ข้อมูลว่า ในเวลาประมาณ 14.00 น.ได้เข้าไปเยี่ยมสามีที่เรือนจำจังหวัดตามปกติ หลังการพูดคุยเรื่องทั่วไปได้ระยะหนึ่ง จากนั้นสามีได้กล่าวว่าตอนนี้เขาหมดหวังที่จะได้รับการประกันตัวหรือได้รับ การปล่อยต​ัวออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ยอมเป็นแพะ แล้วก็ได้หยิบขวดน้ำผลไม้ขึ้นมาดื่ม หลังจากนั้นเมื่อลุกขึ้นยืน ก็เซและล้มลงกับพื้นห้องเยี่ยมผู้ต้องขังในเรือนจำ ตนตกใจจึงรีบร้องเรียกให้ผู้คุมมาช่วย
The prisoner's wife gave the following statement. Approximately at 2:00 p.m., she paid a regular visit to her husband at the provincial prison. After their general family chats for a while, her husband informed her that he gave up his hope on getting any bails or receiving freedom to the outside world. He affirmed that he would not be a scapegoat. Then, he picked up a bottle of juice to drink. Afterward, when he stood up, he was dizzy and fell down on to the ground of the prison's visitation room. She was panic and yelled to the prison's guards for an immediate assistant.

ภรรยาของผู้ต้องขังรายนี้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในระยะหลังสามีมีอาการเครียดเพิ่มมากขึ้นและมักพูดถึงเรื่องการฆ่าตัวตายด้วย

This prisoner's wife provided additional details that her husband recently started getting more stressful and frequently discussed on committing suicide.
ผู้คุมเรือนจำที่นำผู้ต้องขังรายนี้ส่งแผนกฉุกเฉินที่โรงพยายาลให้ข้อมูล เพิ่มเติมว่​า ผู้ต้องขังรายนี้ได้นำน้ำยาปรับผ้านุ่มใส่ในขวดน้ำผลไม้เข้ามาดื่มภายในห้อง เยี่ยมหล​ังที่ได้บอกลาภรรยา

The prison guard took this prisoner outside and sent him to the hospital's emergency division. He provided additional information that this prisoner brought the liquid fabric softener and poured into the juice bottle in order to drink in his room after saying goodbye to his wife.
หนึ่งในผู้ต้องขังได้ให้ปากคำกับนายอานนท์ นำภา ทนายความที่ได้ขอเข้าเยี่ยมว่า ผู้ต้องขังรายนี้ได้ซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่มเตรียมตั้งแต่ตอนเช้าและได้ขอขวด น้ำส้มเปล่​าจากเพื่อนผู้ต้องขังเตรียมเอาไว้เพื่อการดังกล่าว

One of the prisoners gave the testimony to the attorney, Mr. Arnon Nampa who requested a visit, that this prisoner had readily bought the liquid fabric softener since the morning and requested the empty orange juice bottle from his prison mates to be used according to the preparation.

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังรายนี้ มีบุตรสาวสองคน อายุ 7 และ 11 ปี ปัจจุบันผู้เป็นภรรยาต้องรับภาระครอบครัวแต่เพียงผู้เดียว โดยประกอบอาชีพขายกล้วยทอดอยู่ในเมืองมุกดาหาร
This prisoner has two daughters, 7 and 11 years old. In the present, the wife is solely shouldering all of the responsibilities by selling fried bananas in the city of Mookdaharn province.

เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์คนหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่าขณะนี้เรือนจำกำลังจับตาผู้ ต้องขังเสื​้อแดงอีก 2 คนเป็นพิเศษ ได้แก่ นาย ค. (นามสมมมติ) และ นาย ง. (นามสมมติ) เพราะมีผู้ต้องขังในเรือนจำแจ้งเจ้าหน้าที่ว่าผู้ต้องขังทั้งสองได้เตรียม เชือกซ่อนไ​ว้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่จึงต้องคอยจัดกำลังพร้อมทั้งจัดนักจิตวิทยาคอยสอดส่องดูและ ให้การพูดค​ุยปรึกษา
An officer from the Department of Corrections provided the details that the prison is currently giving special attentions to other two red-shirt prisoners. They are Mr. K (anonymous name) and Mr. Ng (anonymous name) because there were prisoners informed the officers that these two individuals had already prepared and hidden some ropes. The officers needs wait and be ready for the situations by preparing the psychologists who can monitor and provide guidance and counseling.


ในขณะเดียวกัน นายอานนท์ นำภา ทนายจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมกรณี เม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.) ได้เข้ายื่นคำร้องต่อศาลขอให้มีการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องขังเสื้อแดงใน กรณีที่มีปั​ญหาสุขภาพจำนวน 4 ราย ได้แก่ นายวิชิต อินตะ ซึ่งมีอาการปวดบริเวณแผ่นหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ นายทองมาก คนยืน เป็นนิ่วในไต นายสมคิด บางทราย มีโรคทางตับ และนายแก่น หนองพุดสา มีอาการทางประสาท แต่ศาล จ.มุกดาหารได้วินิจฉัยยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าเป็นอาการเจ็บป่วยเพียงเล็ก น้อย ในเรือนจำมีแพทย์ดูแอยู่แล้วและผู้ร้องไม่มีพยานหลักฐานใดๆ มาแสดง
At the same time, Mr. Arnon Nampa, the attorney from Public Information Center who had been traumatized by dispersing the rally on April – May, 2010, had filed a petition to the court by requesting a temporary release to four red-shirted prisoners who had demonstrated some health problems. They were Mr. Wichit Inca, who displayed the painful symptom at his back without any reason, Mr. Thongmark Konyean, who has the kidney dialysis, Mr. Somkit Bangsai who has the liver problem and Mr. Kan Nongpoodsa, who showed some nervous breakdown. However, the Mookdaharn's provincial court had finished analyzing the case and rejected the petition due to the reason of minor illness. There were also the doctors inside the prison who could take care of these problems and the plaintiff did not supply any credible witnesses or evidences.

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ภาครัฐได้ใช้กลไกกองทุนยุติธรรมประกันตัวผู้ต้องขังไปแล้ว 2 คน
However, the government presently has been using the mechanisms from the Justice Funds by successfully bailing out two of the prisoners.


======================================
We ask our red-shirt brothers and sisters who live in Thailand and around the world to globally disseminate these news articles to all Human Rights Activists. Thank you

Doungchampa at InternetFreedom.us



แดน 8 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าถ้ามีคดีแบบนี้มาละก็ หัวหน้าฝ่ายจะจองตัวไว้คอยต้อนรับเลย ซึ่งแน่นอนเค้าจะไม่ลงมือเอง ไม่สั่งเอง แต่เค้าจะรู้เห็นเป็นใจ และพูดจาทำนองที่จะให้มีการลงมือกับนักโทษโดยอ้อมๆ และเขาทำเป็นประจำ ...

 
แปลไทย>>อังกฤษ ::จี้ราชทัณฑ์แจง ผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูงถูกซ้อม
จี้ราชทัณฑ์แจง ผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูงถูกซ้อม
Urging the Department of Correction to clarify that the accused on the Lèse majesté case was physically abused.

ที่มาhttp://horriblethailand.wordpress.com/20...%E0%B8%87/

25 พ.ย.53 น.ส.ขวัญระวี วังอุดม นักสิทธิมนุษยชนให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการร้องเรียนจากทนายผู้ต้องขังคดี หมิ่นเบื้อ​งสูงรายหนึ่งเกี่ยวกับการซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดีนี้ในเรือนจำ โดยผู้ต้องขังคนดังกล่าวแสดงความกังวลถึงกรณีนายสุชาติ นาคบางไทร ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหมิ่นเบื้องสูงคนล่าสุดที่ถูกคุมตัวไว้ที่เรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ ว่าอาจจะถูกซ้อมดังกรณีของนายสุริยันต์ กกเปือย ผู้ต้องหากรณีขู่วางระเบิดรพ.ศิริราช ที่ถูกบ้องหูจนอาจมีปัญหาการได้ยิน
November 25, 2010 – The human right activist, Ms. Kwanrawee Wangudom, provided an interview regarding the attorney' complaints that there was a "third degree" torture to an accused of Lèse majesté's case inside the prison. The said accused displayed his anxiety regarding Mr. Suchart Nakbangsai's case, who was the latest accused and was detained in the Bangkok's Remand Prison, that he might be another third degree victim, as same as Mr. Suriyan Kokpeay, who was convicted on the intimidation in the bomb-planting act at Siriraj hospital. Mr. Kokpeay was forcefully slapped on his ear, which resulted in his recent hearing problem.

"นักโทษ/ผู้ต้องหาที่โดนคดีหมิ่นส่วนใหญ่แล้วเราจะทราบว่าเมื่อเข้าไปใน เรือนจำพวกเขาเหล่านั​้นมักจะถูกทำร้าย (ศาลเตี้ย) ภาษาคุกเรียกว่า "เก็บยอด" ธันย์ฐวุฒิ [ทวีวโรดมกุล], สุริยันต์ [กกเปือย] ต่างยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นจริง ทั้งๆ ที่เขาเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ "ผู้ต้องหา" ศาลยังไม่ตัดสิน แค่ถูกกล่าวหา แต่ก็ไม่พ้นการถูกเก็บยอดโดยเจ้าหน้าที่บางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แดน 8 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าถ้ามีคดีแบบนี้มาละก็ หัวหน้าฝ่ายจะจองตัวไว้คอยต้อนรับเลย ซึ่งแน่นอนเค้าจะไม่ลงมือเอง ไม่สั่งเอง แต่เค้าจะรู้เห็นเป็นใจ และพูดจาทำนองที่จะให้มีการลงมือกับนักโทษโดยอ้อมๆ และเขาทำเป็นประจำ ... และครั้งนี้เขาจะทำกับคุณสุชาติอีกมั้ย?" ข้อร้องเรียนจากผู้ต้องหาม.112 คนหนึ่ง"
The majority of the accused prisoners who were convicted in the Lèse majesté cases, were often assaulted by the "kangaroo court", which is also known as "picking them up." Mr. Tantawoot (Taweewarodomkoon), Mr. Suriyan (Kookpeay) both confirmed that the events truly happened even though they were only "suspects." The court has not yet delivered the verdict, only being accused. But they cannot avoid on "picking them up" method conducted by some of the correction officers, especially in the 8th section of the Remand Prison in Bangkok. They are well known that if the court rendered the verdict just like this one, the correctional chiefs would have planned on booking that individual as their special guest for the welcoming party. It is certainly that they, themselves, will not act nor give any orders. But they will acknowledge and indirectly persuade other prisoners to "act" upon their wishes. And they will do this, by displaying as their regular habits. And this time, will they do with Mr. Suchart again?" This is the one of the complaints from one of the accused on Section 112.

ขวัญระวี กล่าวว่า หากเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องจริงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ที่อธิบดี​กรมราชทัณฑ์ต้องตรวจสอบและชี้แจง รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเองก็ควรเข้าไปมีบทบาทตรวจสอบเรื่อง ดังกล่าว
Kwanrawee stated that if these stories were true, it would mean the serious human right violations that the rector of the Correction Department should have launched major investigations and provided further explanations. The National Human Rights committee, themselves, should have played some roles in these investigations.

ขวัญระวีตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง ตาม ม.112 ของกฎหมายอาญา และพรบ.คอมพิวเตอร์มีความเป็นไปได้ที่จะมีการกระทำอย่างเป็นระบบ การกระทำอย่างเป็นระบบหมายความว่าไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มีเหตุให้ทำอย่างจงใจ เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง และเป็นการกระทำในลักษณะซ้ำๆกับบุคคลที่โดนข้อหาในลักษณะเดียวกัน อาจไม่จำเป็นต้องเป็นลงมือซ้อมโดยเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น แต่เป็นการสั่งการโดยเจ้าหน้าที่รัฐให้บุคคลอื่นกระทำการแทนได้ "ที่น่าสังเกตคือ ไม่ว่าการซ้อมทรมานผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูงจะกระทำโดยเจ้าหน้าที่หรือผู้ ต้องหาด้​วยกัน เพื่อให้ผู้คุมเรือนจำเห็นว่าตนเองกระทำตัวดีโดยการปกป้องสถาบัน ล้วนสะท้อนทัศนคติที่มีปัญหาของสังคมไทยโดยรวม ซึ่งละเลยการให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่ได้รับการรับรอง ทั้งในหลั​กสากลและรัฐธรรมนูญไทย"
Kwanrawee noted that they were possible that the "third degree" tortures to the accused based on the Section 112 of the Criminal code and the Computer Act were systematic acts. These systematic acts mean that, they were not accidentally occurred. But there were intentionally reasons for them to act in order to accomplish some objectives. And these were all repeated actions to the individuals who had been accused with the similar charges. It was not necessary to physically abuse the accused by the acquainted officers. But they were ordered by the State Officials to have other individuals acted on their wishes or behalves. "Remarkably, whether the "third degree" practices to the accused on Lèse majesté cases would be committed by the correction officers or prison mates in order for the warden to perceive that they were morally acting to protect the Royal institution, they all reflect the attitude that there is a problem in the Thai society as a whole. This ignores the importance of freedom of the individual who is endorsed in both major international and Thai Constitution."

เธอกล่าวด้วยว่า ไม่ว่าจะเป็นหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลหรือรัฐธรรมนูญไทย การซ้อมทรมานเป็นสิทธิที่ไม่สามารถผ่อนปรนได้ หมายความว่าไม่ว่าจะเป็นเหตุการฉุกเฉินหรือกระทบความมั่นคงของรัฐแค่ไหนก็ ไม่สามารถจ​ะกระทำการซ้อมทรมานบุคคลได้ การที่ไทยเป็นภาคีของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางพลเมืองและการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาว่าต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี หมายความว่ารัฐบาลมีพันธะที่จะปรับกฏหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับหลักสากล ด้วย
She also stated that, whether it is the main international Human Rights law or Thai constitution, the "third degree" torture cannot be tolerated. It means that, whether it is the emergency event or reflecting national security, they could not be allowed to conduct any torturing practices. Thailand is a party to the International Covenant on Civil and Political Rights, ICCPR, and Convention against torture and cruel, inhuman punishment or invasion of person's dignity. It means that the government is obligated to reform the domestic laws to comply with international principles as well.


======================================
We ask our red-shirt brothers and sisters who live in Thailand and around the world to globally disseminate these news articles to all Human Rights Activists. Thank you

Doungchampa at InternetFreedom.us


 

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

: [New post] เช็คแถวอดีตคมช. ครบ 4 ปีปฏิวัติ 19 ก.ย. ปัจจุบันทำอะไรกันอยู่





เช็คแถวอดีตคมช. ครบ4ปีปฏิวัติ19ก.ย. ปัจจุบันทำอะไรกันอยู่

ThaiukPress | September 18, 2010 at 11:13 pm | Categories: หนังสือพิมพ์ไทรัฐ | URL: http://wp.me/pQONk-17R

Pic_112201

หลังจากปฏิบัติการปฏิวัติ 19 กันยายน ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 4 ปีแล้ว เราลองไปสอบถามบรรดาบิ๊ก คมช. เหล่านั้นดูสิว่า ในปัจจุบันแต่ละคนใช้เวลาในยามว่างทำอะไรกันอยู่ และมีมุมมองต่อการเมืองไทยในปัจจุบันโดยเฉพาะเรื่องการปรองดองกันอย่างไร...

โดย พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และอดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. เปิดเผยกับ"ไทยรัฐออนไลน์" ถึงการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ว่า ณ ขณะนี้กำลังใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับการให้รางวัลชีวิต โดยการศึกษาธรรมะ และทำกิจกรรมเกี่ยวกับการสนทนาธรรมะ  ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ของ อ.สุจินต์ บริหารวนเขตต์ เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา เพื่อนำไปปรับใช้ในการทำให้ชีวิตมีคุณค่ายิ่งขึ้น และเป็นชีวิตที่สังคมไทยปัจจุบันต้องการ

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตรพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

แต่อย่างไรก็ดี พล.อ.สพรั่ง ยืนยันว่า ตนเองยังคงเป็นข้าราชการบำนาญที่มีความรักและห่วงใยในประเทศชาติรวมทั้งอยาก ให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยและมีความเข้มแข็ง  และก็ไม่ได้ห่วงใยบ้านเมืองในแบบชาวบ้านแต่ห่วงเพราะเห็นปัญหา เพราะรู้ว่าปัญหาจะแก้ได้ก็ด้วยความเป็นคนดี  และยังคงติดตามข่าวสารของบ้านเมือง และยังคงอาศัยอยู่ในประเทศไทยมาโดยตลอด

ส่วน จะมีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคม ไทยอย่างไร บ้างนั้น พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า อยากให้แต่ละบุคคลมองในส่วนของตัวเองว่ามีปัญหาในส่วนใด แล้วก็เริ่มแก้ไขปัญหาของตัวเองไปก่อน เพราะสิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของตนเองที่เคยเป็นอดีตทหาร นั้น ก็จะมองในส่วนขององค์กรของตัวเองว่าการปรับปรุงให้องค์กรของตนเองดีขึ้น นั้น ควรจะทำอย่างไร

และหากมองในมุมกลับกัน ก็ควรที่จะไปถามประชาชนว่า ประชาชนต้องการอะไร ต้องการกองทัพอย่างไร ต้องการทหารอย่างไร ซึ่งเชื่อแน่เหลือเกินว่า ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ประชาชนจัดตั้ง ก็จะตอบได้ทันทีว่า อยากได้ทหารที่เข้มแข็ง อยากได้ตำรวจที่เข้มแข็ง อยากได้นักการเมืองที่ดี อยากได้สื่อมวลชนที่เป็นสื่อมวลชน ถ้าทุกคนไม่ทำความดีในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบ ก็คงสูญเปล่า ซึ่งหากทุกคนทำได้ดังนี้ตนเองก็มีความเชื่อมั่นว่าปัญหาทุกอย่างจากหนักก็จะ กลายเป็นเบา

ด้านชีวิตหลังจากพ้นบทบาทในส่วนของทั้งกองทัพและคมช. รู้สึกอย่างไร นั้น พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า ความรู้สึกก็เหมือนกำลังแบกของหนัก เมื่อถึงเวลาที่เค้าบอกว่าหมดเวลาแล้ว เราก็ต้องโล่ง แต่ไม่ใช่โล่งแบบคนที่ผลักภาระไปให้คนอื่น เพราะนักมวยต้องปฏิบัติตามกติกา เมื่อเค้าบอกว่า 5 ยก ก็ต้อง 5 ยก จะไปชกต่อได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าหมดเวลาเลิกชก ยังไปชกกรรมการต่อ ลงมายังไปท้าคนอื่นชกอีก

ด้าน จะมีโอกาสกลับมาทำงานเพื่อประเทศชาติในฐานะนักการเมืองหรือไม่ นั้น อดีตผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. กล่าวว่า ขอไม่ตอบในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นจะดีกว่า ถ้ายังไม่เกิดไม่พูด ถ้าเกิดแล้วเมื่อถามก็จะบอก

ท้ายที่สุด พล.อ.สพรั่ง กล่าวว่า อยากขอฝากไว้นิดหนึ่งว่าบ้านเมืองเป็นของเราทุกคน และตนเองก็ไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาช่่วย แต่หากมีใครมาถามว่าอยากให้บ้านเมืองอยู่รอดได้อย่างไร ก็จะตอบไปว่า อย่าหวังที่คนนั้น หวังที่ตัวเราก่อน เราต้องทำหน้าที่ของตนเอง แต่ถ้าโชคดีว่าคนที่เค้าเป็นใหญ่กว่าเราทำหน้าที่เข้มแข็งก็เป็นบุญของ ประเทศ และอยากให้คนไทยช่วยกันคนละไม้คนละมือ เมื่อไม่ทำความดีก็อย่าทำความชั่ว และช่วยกันทำให้คนดีมีกำลังใจ

ด้าน พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ อดีต ผบ.ทร. และ สมาชิก คมช. เปิดเผย ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ณ ปัจจุบัน ชีวิตยามว่างของตนเอง ส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่านหนังสือ หาความรู้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวิชาการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ หนังสือพระ และหนังสือธรรมะ ส่วนการทำงานในปัจจุบัน นั้น ก็ทำอยู่หลายอย่าง เช่น การซื้อขายหุ้น เพราะตนเองมีความสนใจ และช่วยเป็นกรรมการในบริษัทของเพื่อน และช่วยกำกับดูแลบริษัทของลูกชายที่ทำเกี่ยวกับด้านโทรทัศน์ รวมทั้งดูแลเพื่อนทหารเรือที่จบมาด้วยกัน ด้วยการจัดพบปะสังสรรค์งานต่าง ๆ โดยล่าสุดก็พากันไปเที่ยวประเทศเกาหลีมา ส่วนเวลายามว่าง อื่น ๆ ก็มักจะไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส เพื่อดูแลร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง

พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์

ขณะที่กิจกรรมยามว่างที่ทำกับครอบครัว นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการพาครอบครัวไปรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยร้านอาหารโปรดที่ชอบไปก็มักจะเป็นร้านอาหารต่างชาติโดยเฉพาะอาหารยุโรป ตามโรงแรมต่าง ๆ เพราะสะดวกดี

ส่วนได้พบปะกับเหล่าอดีต คมช.ด้วยกันหรือไม่ อดีต ผบ.ทร. กล่าวว่า ก็มีอยู่บ้างส่วนใหญ่จะเป็นการออกรอบไปตีกอล์ฟ โดยเพื่อนร่วมก๊วนที่ตีด้วยกันบ่อย ๆ ก็คือ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ และ  พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ส่วนในโอกาสอื่น ๆ ก็จะเป็นการร่วมประชุมในฐานะที่เป็นกรรมการอยู่ในมูลนิธิต่าง ๆ บ้าง

ด้าน ชีวิตหลังจากพ้นบทบาทในส่วนของทั้งกองทัพและคมช. รู้สึกอย่างไร นั้น พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าวว่า ก็รู้สึกปลอดโปร่งแน่ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรแล้ว แต่จริง ๆ ลึก ๆ ก็ยังมีความเป็นห่วงบ้านเมือง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองยังไม่ยอมจบซะที ทั้งที่ในความเป็นจริงมันก็น่าจะดีกว่านี้ได้

ส่วนมีข้อเสนออย่างไร ที่คิดว่าน่าจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความปรองดองได้ นั้น อดีตสมาชิก คมช.กล่าวว่า อยากให้ทุกคนลดทิฐิ และนึกถึงหลักของพระพุทธศาสนาว่า ตายไปแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้เพราะฉะนั้น ก็ควรจะลดทิฐิทั้งหลาย กันลงไปบ้าง ซึ่งถ้าทุกคนคิดเหมือนกันว่าทุกอย่างไม่ใช่ของเรา ตนเชื่อว่าจะคุยกันง่ายขึ้น ส่วนมีอะไรอยากจะเสนอกับรัฐบาลบ้างหรือไม่นั้น พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็เหมือนพ่อแม่ ประชาชนก็เหมือนเป็นลูกเพราะฉะนั้นพ่อแม่ปกครองลูกอย่างไรรัฐบาลก็ควรทำใน แบบเดียวกัน

ด้านในอนาคต จะกลับมาทำงานด้านการเมืองหรือไม่ นั้น พล.ร.อ.สถิรพันธุ์  กล่าวว่า งั้นตนเองก็คงต้องถามกลับว่า คุณคิดว่าผมเหมาะสมหรือไม่ เพราะว่าที่ผ่านก็เคยคุยกันในหมู่เพื่อนเหมือนกันว่า พวกเรานี่เป็นทหาร ทหารนี่ตรงไปตรงมา พูด Yes ก็ Yes   NO  ก็  NO ไม่พูดอ้อมค้อม หากจะไปทำงานด้านการเมือง คงไม่ใช่วิสัยของทหาร อีกทั้งตนเองก็คงจะทำไม่ได้ และที่ผ่านมาเองก็ไม่เคยได้รับการทาบทามจากฝ่ายการเมืองเช่นกัน

ท้าย ที่สุด   พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ ได้ฝากว่า อยากให้ทุกคนมีความจริงใจต่อกัน พูดอย่างไรต้องทำอย่างนั้น โดยเฉพาะเรื่องการสร้างความปรองดองในชาติ และไม่ควรที่จะต่อล้อต่อเถียงกัน เพราะมันจะไม่เกิดอะไรขึ้นมา โดยเฉพาะนักการเมืองเองก็ควรจะลงมือทำในสิ่งที่ถูกที่ควรมากกว่าพูด เพราะประชาชนทุกคนก็คงเบื่อที่จะฟังเต็มทีแล้ว

ด้าน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช.  เปิดเผยกับ ไทยรัฐออนไลน์ ถึงชีวิตในปัจจุบันว่า งานหลักตอนนี้คือการเขียนหนังสือ และเรียนปริญญาเอกด้านสาขารัฐศาสตร์การเมือง ที่ ม.รามคำแหง  เพื่อชดเชยในส่วนที่ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีเวลาเรื่องการเรียนเท่าไหร่

โดย หนังสือที่ตนเองกำลังเขียนอยู่ นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาทานให้กับสังคม โดยอ้างอิงจากปรัชญาด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้อ่านนำไปเป็นข้อคิดในการปฏิบัติตัว ทั้งนี้ หนังสือที่เขียน นั้น จะมีทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศ โดยอาศัยประสบการณ์ที่ตนไปทำงานด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

ทั้งนี้ หนังสือของตนเองที่ได้รับความสนใจมากที่สุดโดยเฉพาะในต่างประเทศก็คือ หนังสือที่มีชื่อว่า THE TRUTH  ซึ่งจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติ 19 ก.ย. เพราะชาวตะวันตกมีความสนใจมากกว่า เพราะเหตุใดการปฏิวัติดังกล่าว จึงเป็นไปด้วยความเรียบร้อยไม่มีความขัดแย้งไม่มีการต่อต้าน และแถมยังได้รับดอกไม้จากประชาชน  ซึ่งตนจะได้บรรยายถึงเทคนิคและ แท็คติกต่าง ๆ ที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยตนเองจะพยายามเร่งให้หนังสือเล่มดังกล่าว เสร็จทันจำหน่ายให้ได้ภายในปีนี้

ด้านชีวิตยามว่าง ในเวลานี้ นอกจากการเรียนหนังสือและการเขียนหนังสือ ก็คือการเล่นกีฬา แต่เปลี่ยนจากเตะฟุตบอลที่โปรดปรานไปเป็นการ ตีเทนนิส และ ตีกอล์ฟ แทน ส่วนมีแผนจะไปตั้งทีมฟุตบอลเหมือน นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย หรือไม่นั้น พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คงไม่ เพราะต้องใช้งบประมาณสูง แต่อย่างไรก็ดี ตนเองก็ไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมฟุตบอลเล็ก ตามต่างจังหวัดอยู่บ้าง อีกส่วนหนึ่งก็คือการดูภาพยนตร์ และซีรีย์ต่างประเทศ โดยมีเรื่องโปรดคือ เรื่อง 24 HOURS  ที่ตนเองชื่นชอบเป็นพิเศษ รวมทั้งการติดตามดูสารคดีต่าง ๆ จากช่องทรูวิชั่น

ส่วนร้านอาหารโปรดที่มักจะพาครอบครัวไปรับประทาน นั้น ก็จะมีทั้ง กุ้งเผา ที่ วัดตาชู จ.สิงห์บุรี บางทีก็เปลี่ยนบรรยากาศไปรับประทานอาหารจีน ที่ร้านไชน่าเพลส ถนนปาล์ม หรือบางทีอยากรับประทานอาหารไทย ก็จะไปที่ร้านรถเสบียง บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะรับประทานอาหารบ้านเป็นหลัก โดยมีเมนูโปรดที่มักจะให้แม่บ้านทำก็คือ น้ำพริกปลาทู แกงจืด แกงส้ม

ด้านการเตรียมการลงเล่นการเมืองในอนาคต อันใกล้นี้ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า คงยังตอบไม่ได้ว่าจะลงเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หรือ ส.ส.เขต  แต่คงจะเดินไปตามเจตนารมณ์ ในการนำพาประเทศไปสู่ประชาธิปไตย ซึ่งตนเองก็ได้เริ่มต้นแล้ว โดยการตั้งพรรคมาตุภูมิ ตามอุดมการณ์ของตนเอง ที่ต้องการให้พรรคเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบอบประชาธิปไตยให้กับประเทศ ไทย โดยในขณะนี้ทางพรรคมาตุภูมิ ก็พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นแล้ว

ด้านมีข้อเสนอเรื่อง การนำพาประเทศชาติไปสู่ความปรองดอง หรือไม่นั้น อดีตประธาน คมช. กล่าวว่า เป้าหมายและวิธีการในการปรองดองควรจะมีความชัดเจน ซึ่งทางรัฐบาลและทางคณะกรรมการปรองดองที่รัฐบาลตั้งขึ้นก็ควรจะมีนโยบายที่ ชัดเจนในเรื่องนี้ ด้วย และที่สำคัญที่ทางพรรคมาตุภูมิอยากจะนำเสนอมากก็คือ ทุกฝ่ายควรจะมีความจริงใจ มีเป้าหมายวิธีการและวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ต่อการที่จะให้สำเร็จจริง ๆ เพราะทุกอย่างเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ส่วน ขณะนี้ มีความเป็นห่วงประเทศในเรื่องใดมากที่สุด นั้น อดีตประธาน คมช.กล่าวว่า โดยส่วนตัวอยากคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะให้สังคมไทย กลับมารักกัน ให้อภัยกัน ตั้งใจทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ทำงานเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นได้ เชื่อว่า ประเทศชาติจะกลับมาดี เพราะประเทศที่เจริญแล้ว จะไม่ยึดติดกับตัวบุคคล แต่จะยึดติดองค์กร เพราะฉะนั้น เราจึงควรจะทำให้คนไทยเข้าใจคำว่าองค์กรไม่ใช่เข้าใจว่า คนนั้นดีที่สุดคนนี้ดีที่สุด เพราะหากเป็นเช่นนั้น ก็จะเกิดแต่ความขัดแย้ง แต่หากเปลี่ยนจากบุคคลเป็นองค์กรประเทศชาติก็จะสามารถเดินไปข้างหน้าได้

ขณะ ที่ในอนาคต มีความเป็นไปได้ที่จะร่วมงานกับทางพรรคเพื่อไทย หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ความจริง การเมือง หรือ นักการเมืองมีวัตถุประสงค์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคิดว่า ข้างหน้าหากจะทำอย่างไรให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง บ้านเมืองมีความสงบสุข  จะทำอย่างไรทำได้ก็ทำไป แต่อย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงตนเองตัดสินใจคนเดียวคงไม่ได้ เพราะทุกอย่างคงต้องฟังความเห็นของคณะกรรมการบริหารพรรคด้วย

ด้าน ได้พบปะสังสรรค์กับบรรดาเพื่อนอดีต คมช. บ้างหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ก็เจอกันบ่อย ๆ ในก๊วนตีกอล์ฟ แต่จะหลีกเลี่ยงเรื่องการพูดถึงเรื่องการเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นการสนทนาเรื่องงาน และเรื่องสุขภาพโดยเฉพาะเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ

ขณะที่ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ สมาชิก คมช. เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์ ว่า ในปัจจุบันทำงานหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม และประธานคณะที่ปรึกษาศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงกระทรวงกลาโหม  ประธานมูลนิธิเพื่อนสันติภาพ ประธานมูลนิธิเกษตรอินทรี ผู้เชี่ยวชาญ ARF ของกระทรวงการต่างประเทศ และงานอื่น ๆ อีกมากมาย

ขณะที่ชีวิตในยาม ว่างนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการไปออกรอบตีกอล์ฟ อ่านหนังสือ แปลหนังสือ ทำนา และปลูกต้นไม้ เป็นส่วนใหญ่ โดยผลงานที่เกี่ยวกับเขียนหนังสือที่ใกล้จะวางจำหน่าย มี 2 เล่ม ประกอบด้วย เรื่องที่เกี่ยวข้องกับ ติมอร์ตะวันออก และประสบการณ์ชีวิตของตนเอง ซึ่งคาดว่าคงจะอีกไม่เกิน 3 เดือนก็คงจะแล้วเสร็จ

พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์

ด้านในยามว่างมักจะพาครอบครัวไปรับประทานอาหารที่ใด นั้น อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุดกล่าวว่า มักจะเป็น ครัวเจ้ง้อ ที่ ถนนวิภาวดี

ด้าน ในปัจจุบัน มีฝ่ายการเมืองเข้ามาทาบทามให้ลงสู่ถนนการเมืองบ้างหรือไม่ นั้น พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ก็มีมาทาบทามบ้างนิด ๆ หน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็คงจะทราบดีว่า ตนเองอยู่แบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้ว และตนเองก็คงจะทำงานแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ก่อน อีกทั้งหากจะให้ตนเองไปร่วมด้วยในตอนนี้ ก็คงจะช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่หากถามว่ามีความสนใจไหม ก็คงตอบได้ว่ามีความสนใจเรื่องการเมือง แต่คงไม่มีความคิดที่จะเป็นนักการเมือง เพียงแต่อยากให้การเมืองไทยมันดีขึ้นเท่านั้น

ด้านเมื่อเปรียบเทียบ การทำงานในช่วงที่เป็น คมช. กับ  การทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน ต่อปัญหาการเมืองไทยที่เกิดขึ้น มีความแตกต่างกันหรือไม่่ พล.อ.บุญสร้างกล่าวว่า มีความแตกต่างกัน  เพราะในช่วงทำงานกับ คมช. ถือได้ว่าอยู่ในหน้าที่ของทางราชการจะไม่ทำก็ไม่ได้ เพราะจะมีความผิดแต่ในปัจจุบัน หากคิดที่จะไม่ทำเมื่อไหร่ก็สามารถที่จะทำได้

ส่วนจะมีข้อเสนอต่อ การปรองดองในชาติอย่างไร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า คำว่าปรองดองมันก็ดีทั้งนั้น อยู่ที่ว่าวิธีการมันจะทำอย่างไรให้มันดีเท่านั้น แต่อยากให้คิดอย่างหนึ่งว่า เพียงแต่ตั้งท่าว่าจะปรองดองมันก็เป็นท่าทีที่ดีอยู่แล้ว แต่จะทำได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความคิด ความสามารถ และคุณธรรมของแต่ละฝ่าย ซึ่งตนก็อยากให้ทุกฝ่ายคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความหวังดีต่อส่วนรวม เพราะอย่างไรการเจรจาก็คงไม่สามารถลงเอยในคราวเดียวได้ อยู่แล้ว

ด้านภาวะความมั่นคงของชาติ ณ ปัจจุบัน กับ ในช่วงก่อน 19 ก.ย. มีความแตกต่างกันหรือไม่ พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า คงจะเปรียบเทียบกันได้ยาก เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่วนปัจจุบัน ยังมีความเสี่ยงต่อการปฏิวัติอยู่หรือไม่ นั้น พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า โอกาสที่จะเกิดสูง ๆ คงไม่มีอีกแล้ว แต่ถ้าถามว่า มีความเสี่ยงอยู่หรือไม่ ก็คงตอบได้เพียงว่า ก็อาจจะมีเสี่ยงอยู่นิด ๆ หน่อย ๆ  แต่อย่างไรก็ดีบ้านเมืองก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร หนักหนา เพียงแต่ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไร จะตกลงกันได้ไหม คุยรู้เรื่องไหม หากยังคงถือทิฐิกันอยู่อย่างนี้ ก็คงจะมีแต่เลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ

ส่วนในปัจจุบันมองว่าทั้งสองฝ่าย ยังมีโอกาสเจรจากันได้อยู่หรือไม่ พล.อ.บุญสร้างกล่าวว่า ก็คงแล้วแต่ เพราะการจะคุยกันได้ไม่ได้มันอยู่ที่คน เพราะหากคนดี ๆ เกิดมีทิฐิก็จะพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่อย่างไรก็ดีตนเชื่อว่า คนเราปรับเปลี่ยนกันได้ อยู่ที่ว่าจะปรับเป็นเลวหรือเป็นดี

Add a comment to this post


WordPress

WordPress.com | Thanks for flying with WordPress!
Manage Subscriptions | Unsubscribe | Publish text, photos, music, and videos by email using our Post by Email feature.

Trouble clicking? Copy and paste this URL into your browser: http://subscribe.wordpress.com




 

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผมเป็นคนนึงนะที่ไป ร่วมชุมนุมเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 9 เมษา ยืนถึงวันที่ 19 พ.ค

ผมเป็นคนนึงนะที่ไป ร่วมชุมนุมเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 9 เมษา ยืนถึงวันที่ 19 พ.ค


เหมือนบ้านป่าเมืองเถื่อนเลย  นี่นะหรือความยุติธรรมต้องมาก่อน ผมคอย  แต่เหมือนมันจะไม่มี


ขอบคุณค่ะ อ่านแล้วเจ็บใจพวกมันมากๆ


ผมขอระบายหน่อยนะครับ อัดอั้นใจมานาน ไม่รู้จะไประบายอารมณ์ที่ไหน....

ผมเป็นคนนึงนะที่ไป ร่วมชุมนุมเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 9 เมษา ยืนถึงวันที่ 19 พ.ค
(ผมไม่ได้กลับมาบ้านเลยช่วงนั้น) วันที่สลายนั่นแหละ ที่ผ่านฟ้ายันราชประสงค์ผมเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดแหละครับ ว่ามีไรเกิดขึ้นบ้าง


ถ้าผมพูดตรงหรือโพสแรงเกินไป ทางmod เห็นว่าไม่สมควรก็ลบได้นะครับ....

ตอนที่ อยู่ผ่านฟ้าเนี่ย ผมเป็นการ์ดอาสานะ...วันที่10 เมษา ผมโดนทั้งกระสุนยาง แกสน้ำตา (แต่โชคดีหน่อยไม่โดนกระสุนจริง) ตัวผมมีแต่เลือด มือผมถลอกเปื่อยหมดหละครับ เพราะว่า แกสน้ำตามันร้อนผมถือขว้างสวนไป มือเลยถลอกมือสุกหมด
เอาหละ ผมจะ ระบาย ออกมาเป็นข้อๆนะครับ

1.วันที่10 เมษาคนที่โดยไอพวกเหี้ยพวกนั้นยิงตายไม่ได้มีแค่20+คนนะครับ แต่มี30+คนครับที่เสียชีวิตไป เพราะพี่น้องเสื้อแดงที่โดนยิงแนวทหารคนของเราจะไปเอาออกมาไม่ได้ครับ เลยโดเหี้ยพวกนั้นเก็บในรถ ฮัมวี่ และ ยีเอ็มซีไปไหนไม่รู้อีก10กว่าคน เพราะว่าผมเห็นกับตาครัล

2. เสื้อดำ นั้นมี2พวก นะครับ คือ เสื้อดำของเราจริงๆคือ ที่ใส่เสื้อดำ แต่ไม่มีอาวุธไรสักอย่าง นอกจากหนังสติ๊ก กับเสื้อดำอีกพวก ที่มีอาวุธ ครบมือ อย่างๆที่เรารู้นะครับ ว่าเสื้อดำพวกนี้เป็นใคร....

3. ทหารมี2 พวกนะครับ คือทหารไทย กับ พวกเขมร+นักโทษ แล้วมาใส่ชุดพราง พวกนี้ ไอเนวิ....จ้างมา วันละ 2000 จ้างมาฆ่าอย่างเดียว(คิดดูนะครับ ทหารบ้านพ่องมันใว้ผมลากไทรได้ แถมพูดภาษาไทยไม่ได้อีกต่างหาก)

มาที่ราชประสงค์ กันบ้างครับ

1. คนที่ยิงมาจาก ทางเดินสกายวร์อก หน้าวัดประทุม นั้น คือทหารเขมร ที่ไอเหี้ยนั่นจ้างมาครับ เพราะก็อย่างที่บอกนะครับ ทหารบ้านพ่อมันใว้ผมทรงลากไทรได้ แถมพูดไม่รู้เรื่องอีกต่างหาก ถ้าถามว่าทำไมผมถึงรู้?? เพราะตอนที่มันยิงเข้าไปในวัดประทุม ผมอยู่พื้น ใต้ตอม่อสพานBTS หน้าวัดประทุม ครับ ผมเห็นและได้ยินเสียงชัดเชนเลย

2. คนที่ตายในวัดประทุมไม่ได้มี6 ศพ นะครับ แต่มี 15 ศพ(2ศพ) ตายหน้าวัด ประมาณเวลา 3ทุ่มกว่า แต่พอผมจะไปลากศพเข้า เหี้ยที่อยู่บนรางBTS มันยิงเข้ามาเลย เลยออกไปเอาไม่ได้ ต้องปล่อยใว้อย่างงั้น ตอนเช้ามาดูศพหายไปแล้ว พวกเก็บไปแล้ว

3. แล้วที่เยื้องหน้าวัดประทุม มี ตรง4 แยกฝั่งสตช. มีอีก1 ศพ แต่ออกไปเอาไม่ได้ เพราะพวกมันจ้องส่องจากสถานีBTS สยาม อยู่ เลยวิ่งออกไปไม่ได้ (ตอนเช้าออกมาดูไม่เห็นศพหละครับ)

4. ตรงสยามพารากอน ที่เต็นต์นอนของเสื้อแดงจาก เชียงใหม่ ตายอีก2 ครับโดนระเบิด 
เอาศพมาไม่ได้ เพราะว่ามีทุ่นเคย์มอร์ 3ลูก ครับ(ตอนเช้ามืดผมรีบวิ้งมาดูกับเพื่อน ทุนเคย์มอร์หาย ศพก็หายไปด้วย)

5. ตรงที่แยกชิดลม ตรงสพานลอยที่จะเดินเข้าไปทางห้างเซงทั่นชิดลม ตายที่นั่นอีก3(ตายบนสพานลอย) 

6. ตรงที่แยกเพลินจิต ตายขาขาด ตรงธนาคารกรุงศรีฯ1 ศพ(ผมเห็นตายต่อหน้าต่อตายเลย ผมจะไปลากออกมาเลยโดนยิงอีก โดนที่ไหล่ซ้าย นี่แหละสาเหตุที่ผมรู้) ผมคิดศพคงหายเหมือนเดิม

7.รา...๑๑ โดน RPG ไป 12ลูก Mึ79 อีก 8ลูก ปละ ak อีกชุดใหญ่ ไอเหี้ยพวกนั้น.....ไอแขนคด บาดเจ็บสาหัส อี กระเทย ป. กระดูกหน้าผากแตก ดี ที่ ไอหล่อหลักลอย ไม่เป็นไร แต่มันปิดข่าว ไม่ให้ลงทีวี


8. มันบอกว่า ใครที่อยากกลับบ้าน ช่วงวันที่15-17 พ.ค ให้ไปที่สนามศุขฯ จะมีรถส่งกลับบ้านฟรีๆ แต่แท้จริงแล้ว คนที่หลงกลมันๆจะเอาไปที่ คลอง...ปทุม แล้วเอาใส่ตู้คอนเทนเนอร์ แล้วยิงเรียงตัว ให้ตายๆ 30กว่าคน แล้วเอาตู้คอนฯ นั้น ไปทิ้งในทะเล....แถว ชลบุ....

9. บ้านวรนุชที่ สุขุม...31 โดน RPG ไป2ลูก ลูกมันเดีี้้ยง สาหัส1 แต่ปิดข่าว

10. บ้าน ไอแขน...ที่ฝั่งธน โดน RPG ไป1 ดอก ยามหน้าบ้านตาย1 แต่ปิดข่าว


11. ไอ ก. มันแอบนอกใจเมีย ไปเที่ยวสวนลุม ปี้สาว ระหว่างทำงาน


--
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2010/05/16/the-king-fades
http://thaiuknews.wordpress.com
http://redphanfa2day.wordpress.com
http://liberalthai.wordpress.com,
http://asiapacific.anu.edu.au/newmandalahttp://www.notthenation.com,
http://wdpress.blog.co.uk,
http://www.youtube.com/user/iheredottv,
http://redsiam.wordpress.com,
http://siamrd.blog.co.uk,http://thaienews.blogspot.com,
http://thaipoliticalprisoners.wordpress.com,
http://thaiuknews.wordpress.com,
http://redphanfa2day.wordpress.com,
http://liberalthai.wordpress.com,
http://lmwatch.blogspot.com/ศูนย์ข้อมูลและเฝ้าระวังกรณีผลกระทบจาก"กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"และข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง,
http://horriblethailand.wordpress.com/category/red-songs,
http://www.filmint.nu
http://filmjournal.net/kinoblog

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

'Red Sunday' Gathering at Lumpini Park




RevengeoftheRedShirt | July 25, 2010

Red shirts plan to test the government's emergency decree in Bangkok again late today when hundreds are expected to gather at Lumpini Park to do "protest aerobic dance exercises".

Key red-shirt member Sombat Boon-ngam-anong - who made headlines by leading a group tying red ribbons at the Rajprasong intersection twice after he was released from two weeks of detention under the emergency decree - told The Nation yesterday he was "con?fused" as to how doing aerobic dances with red-shirt music could violate the decree, which forbids political gatherings of more than five persons.

"I'm still baffled how we can break the law," said Sombat, who added that he and his group was prepared to face possible arrest.

He expected up to 1,000 red shirts to take part in the Lumpini event.

"A lot of people will definitely come to take part," he said, of the event, which he said was a symbolic protest. He said the government lost political legitimacy after its bloody handling of red-shirt protesters in April and May, which led to 90 deaths and more than 1,800 injured on both sides.

The red shirts are due to gather around the Clock Tower inside the park at 5pm. The park is traditionally popular for aerobic dances, though today's event will probably be the first aerobics protest.
Category:

News & Politics
Tags:

* redshirt
* udd
* redshirts
* thaksin
* Protest
* aerobic
* dance
* exercises

วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เบื้องหลังตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชน UN โดย กาหลิบ

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เบื้องหลังตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชน UN โดย กาหลิบ


คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?
เรื่อง เบื้องหลังตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชน UN
โดย กาหลิบ

ฟัง คำคุยของรัฐบาลเกี่ยวกับตำแหน่งประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่ไทยเพิ่งได้รับมาหมาดๆ ทำให้เกิดความนึกคิดขึ้น ๒ อย่าง หนึ่งคือคนที่ยังไม่รู้เหตุผลเบื้องหลังอาจจะเผลอภูมิใจว่าเป็นเกียรติยศของ เมืองไทยในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ อีกอย่างคือ คนรู้ก็มีหน้าที่ต้องบอกเล่าเพื่อมิให้เมืองไทยยิ่งพลัดหลงเข้ารกเข้าพงของ ป่าสากล

เพราะเบื้องหลังเรื่องนี้มันไม่เหมือนกับคำโฆษณาของรัฐบาลมหาอำมาตย์หรอกครับ

สภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเป็นหน่วยใหม่ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ นี่เอง

ประกอบด้วยสมาชิก ๔๗ ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งนับเป็นเสียงข้างน้อยเพราะสมาชิกเต็มองค์คือ ๑๙๒ ประเทศ

ตัว ประธานสภาเลือกตามพื้นที่ภูมิศาสตร์ที่แบ่งออกเป็น ๕ พื้นที่ ได้แก่ แอฟริกา ยุโรปตะวันออก ยุโรปตะวันตก และประเทศตะวันตกอื่นๆ ละตินอเมริกาและแคร์ริปเบียน และเอเชีย เพื่อให้เป็นธรรมต่อสมาชิก เพราะทุกส่วนของโลกจะเวียนกันมาเป็นประธานได้

ข่าวแจ้งว่า เมื่อได้รับเลือกแล้ว รัฐบาลก็มอบหมายให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ทำหน้าที่เป็นประธานสภา รับเรื่องร้องทุกข์และวางแนวทางจัดการกับระเบียบด้านมนุษยชนของโลก

งานไม่ใช่เล็ก และดูเผินๆ ก็น่าภาคภูมิใจนัก

แต่เบื้องหลังอันแท้จริงนั้นลึกซึ้ง เล่าเป็นข้อๆ ไปจะชัดเจนกว่า

๑. การก่อตั้งสภาฯ และกลไกการเลือกประธานสภาฯ กระทำขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๔๙ ปีเดียวกับที่เกิดรัฐประหาร คปก./คมช. ในเมืองไทย โค่นรัฐบาลประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งสองครั้งซ้อนๆ แปลว่าตำแหน่งประธานสภาฯ ที่ไทยได้รับ เป็นผลการทำงาน ทั้งหาเสียงโน้มน้าวใจและวางแนวทางต่างๆ ในช่วงรัฐบาลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ผลงานของคณะรัฐประหาร รัฐบาลสุรยุทธ์ รัฐบาลสมัคร รัฐบาลสมชาย และแน่นอนว่าไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แปลไทยเป็นไทย สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตั้งแต่การรัฐประหารมาจนบัดนี้ ที่รัฐบาลถึงกับใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชนแล้วนั้น ไม่ได้ถูกรวมเป็นหลักฐานที่แสดงความพร้อมหรือไม่พร้อมของไทยเลย

อย่าลืมว่ากลไกสหประชาชาติในบางครั้งก็ช้านานเหมือนระบบราชการทั่วไป ผลที่เห็นเดี๋ยวนี้มาจากการทำสะสมมาเป็นปีๆ ก็บ่อยไป

๒. นายสีหศักดิ์ฯ เข้าทำหน้าที่ประธานสภาฯ ครั้งนี้แบบส่วนตัว ไม่ใช่ในนามเอกอัครราชทูตและไม่ใช่ในนามรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แปลว่าถ้านายสีหศักดิ์ฯ พ้นจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตฯ เดี๋ยวนี้ ก็ยังคงทำหน้าที่ประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้

ทำไมน่ะหรือ?

ก็ เพราะ หนึ่ง-การเข้ามาเป็นประธานของไทยที่เริ่มหาเสียงมาแต่ครั้งที่เป็น ประชาธิปไตยสมบูรณ์ มันลึกเกินกว่าที่จะหยุดยั้งได้ เสียงคัดค้านที่ระงมมาจาก NGOs และรัฐบาลบางประเทศว่าไทยไม่ควรเข้ารับตำแหน่ง จึงไม่มีผลทันการณ์ในการระงับยับยั้งความเป็นประธาน แต่กดดันจนเกิดการต่อรองว่าไทยอย่าเป็นประธานสภาฯ ในนามประเทศเลย ขอให้สีหศักดิ์ฯ เป็นแบบส่วนตัว เพื่อป้องกันข้อครหาดีกว่า

หมายความ ว่าวันนี้ไทยมิได้เป็นประธานสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพราะมีคนรังเกียจมาก แต่ให้คนของไทยที่เจรจาหาเสียงมาแต่ต้นเข้ามารั้งตำแหน่งไว้ก่อน เนื่องจากย้อนไปทำอะไรใหม่หมดไม่ไหว

อีกเหตุก็คือตัวคุณสีหศักดิ์ฯ เองที่มีบุคลิกลักษณะที่คนสหประชาชาติยอมรับ พูดง่ายๆ คือมีแฟนมาก ยอมรับในความสามารถและความเหมาะสมต่างๆ เป็นที่น่าเสียดายว่าคนอย่างนี้ไม่มีทัศนคติที่จะทำอะไรเพื่อฝ่ายประชาชนและ ประชาธิปไตยเท่าที่ควร จึงไม่มีประโยชน์ต่ออนาคตของชาตินัก

๓. คู่แข่งไทยในรอบสุดท้ายคือ บังกลาเทศ มัลดิฟส์ และเคอร์กิสถาน ล้วนแต่มีปัญหาสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงมาก่อนไทยทั้งสิ้น บังกลาเทศยังถล่มกันกลางเมืองระหว่างค่ายต่างๆ จนถูกจัดเป็น “รัฐล้มเหลว” ในปีนี้ด้วย มัลดิฟส์มีผู้นำที่หนีการเลือกตั้งมาแล้วกว่า ๒๐ ปี และเคอร์กิสถานก็เป็นอ่างเลือดที่ล้างกันไม่จบระหว่างชาวอุสเบ็คและชาวเคอร์ กิซที่คร่าชีวิตคนไปมากกว่า ๒,๐๐๐ ศพ

เทียบกันอย่างนี้ สถานการณ์ไทยก็ย่อมดูดีกว่าเป็นธรรมดา

ทั้ง หมดที่เล่ามานี้ ไม่ใช่เพื่อตัดรอนผู้รักชาติที่ต้องการความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เพียงแต่ขอให้ลืมตาให้สว่าง อย่าตามืดตาบอด และอย่าหลงเป็นเครื่องมือของคนโฉดชั่วที่ครองประเทศอยู่ในขณะนี้

ความภูมิใจของชาติอย่างแท้จริงมาจากความเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น

ถ้าประชาชนต้องอยู่อย่างสัตว์ หรือคนชั้นสอง จะไปเป็นตำแหน่งต่างๆ หาพระแสงด้ามยาวอะไรกันครับ.

http://democracy100percent.blogspot.com/2010/07/un.html

--
http://www.prachataiboard1.info/board/id/50088
http://hotspotshield.com
http://99it.blogspot.com/p/blog-page_21.html
http://www.redshirtinternational.org
http://norporchorusa.com/html/media/npcusa_radios.html
http://www.unblockanything.com
http://www.youtube.com/watch?v=Dyw-L8JSE2U
http://sanamluang.tv
http://thaitvnews2.blogspot.com
http://112victims.org
http://nonlaw.7forum.net/forum-f1/topic-t1169.htm